ผมได้รับการชักชวนให้ไปชมละครเวทีชื่อเรื่องสั้นๆว่า “ว้าวุ่น 2013”  บอกตามตรงเนื่องจากไม่ได้สนใจจะหาข้อมูลมาก่อน พอเห็นโปสเตอร์ หรือหน้าละคร เป็นภาพกลุ่มนักแสดง (เด็ก AF) ใส่ชุดนักเรียน ผมก็คิดเอาเองว่า... อ้อ สงสัย เป็นละครเวทีตามกระแส ควันหลงเรื่องราวชีวิตวัยรุ่นอย่าง “ฮอร์โมน” ที่เพิ่งจบซีซั่นไป  แต่ในใจพูดว่า “เอ๊ะ ...ไอ้คำว่า ว้าวุ่น ทำไมมันทำให้รู้สึกถึงอะไรเก่าๆ แก่ๆ เหมือนเคยมีประสบการณ์ร่วมกะคำเทือกๆ นี้มาก่อน”  มาร้อง “อ๋อ.......” ยาวๆ เอาที่หน้างานตอนรับสูจิบัตรแล้วพบว่า “ว้าวุ่น” นี่มันคือหนังสือของ “ปินดา”  ที่เราเคยอ่านเมื่อ 20 ปีก่อนนั่นเอง

 

          จากหนังสือ จำได้คับคล้ายคับคลาว่า “ว้าวุ่น” เป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนนิสิต คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ที่เต็มไปด้วยเรื่องโปกฮา ไร้สาระ อ่านแล้วขำก๊ากชนิดที่ว่าอ่านบนรถไฟฟ้าไม่ได้ จนไม่คิดว่าจะมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง อย่างตัวละครที่พูดเร็วจนฟังไม่รู้เรื่อง หรือ ตัวละครที่พูดจาเป็นภาษาธรรมะตอลดเวลา แต่ที่ไหนได้ ตัวละครแต่ละตัวในเรื่อง กลับมีที่มาจากบุคคลจริงที่ยังคงมีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบัน อย่าง จิก ประภาส ชลศรานนท์ , เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม, ดี้ นิติพงษ์ ห่อนาค, ตั้ว ศรัณยู วงษ์กระจ่าง, โค้ก สมชาย เปรมประภาพงศ์  และที่สำคัญเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นโดย วัชระ แวววุฒินันท์  ผู้ใช้นามปากกาอันโด่งดังในอดีตว่า “ปินดา โพสยะ

 

          ด้วยการไปดูอย่างไม่คาดหวัง เพราะในระยะหลังก็มีละครเวทีหลายเรื่องที่ดูจนจบเพราะ คิดว่าเริ่มดูแล้วต้องดูให้จบ หลายเรื่องมักมี ช่วงให้แอบงีบได้ หรือเผลองีบไปเองโดยอัตโนมัติ แต่ ว้าวุ่น 2013 กลับเป็นเรื่องที่ทำให้เราขำได้ต่อเนื่องตลอดเวลา เป็น Combo จนไม่รู้ว่าจะขออนุญาติไปงีบหลับตอนไหน ด้วยกลุ่มตัวละครที่โปกฮากันได้อย่างเข้าขา จังหวะจะโคนที่ดูเหมือนทั้งผู้กำกับและ นักแสดงจะเกลามาได้อย่างปราณีต ที่สำคัญผมว่าเรื่องนี้มีการ casting หรือคัดเลือกตัวละครได้อย่างสมบูรณ์  เพราะจุดเด่นในงานเขียนของปินดา คือ การขยาย หรือ Exaggerate ลักษณะนิสัยบางอย่างของตัวละครแต่ละตัว  ให้เป็นจุดเด่น จุดจำ เช่น ชอบแต่งเพลง พูดเร็ว ตัวฮา ตัวหล่อ แล้วเล่นมุขย้ำลงไปในบุคิกของตัวละครตัวนั้นตามสถานการณ์ (ไม่ใช่สักแต่ว่าให้ตัวละครพูด คำติดปากเดิมๆ ซ้ำๆ เหมือนซิทคอมปัจจุบัน)  จนทำให้ตัวละครทุกตัวมีจังหวะของตัวเอง และบทบาทความขำที่พอดีพอเหมาะทำให้เราขำได้แม้จะเดามุขถูก หรือขยี้มุขซ้ำก็ตาม         

          ไม่รู้ว่าจะต้องชมนักแสดง หรือผู้กำกับ อย่าง เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม เพราะมีนักแสดงบางคนที่ผมไม่คิดว่าจะเล่นได้ดี กลับกลมกลืนลื่นไหลกับบทบาทแถมยังมีไหวพริบปฎิภาณในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบน เวทีสดๆ ได้ดีอีกด้วย กอปรกับอารณ์ของการแสดงที่วางเอาให้รั่วๆ ไหลๆ ระหว่างบนเวทีกับคนดู ทำให้ได้อารมณ์เหมือนดูละครถาปัด(สถาปัตย์) ยุคสมัยเฟื่องฟู  ที่ดูไร้สาระ ไม่มีเหตุมีผล แต่เพลินฝุดๆ  แต่ถ้าจะต้องให้คะแนนนักแสดงจริงๆ ผมยกให้ “เปอร์ สุวิกรม” (จุ่น)  และนักแสดงตัวแม่อย่าง “พี่ผัดไท” (อ.ประภัสสร)  ที่ทำให้ Dynamic หรือการขับเคลื่อนของทุกฉากที่ออกมา ดูคึกคักขึ้น  และให้คะแนนพิเศษกับ “โบ ธัญญะสุภางค์” (หวาน) นางเอกของเรื่อง ที่ความฉะฉานของเธอ นอกจากจะขโมยหัวใจตัวละครชายตามท้องเรื่องแล้ว ยังขโมยหัวใจคนดูไปได้อีกด้วย

 

          สำหรับคนรุ่นวัยสามสิบบวก (หรือสี่สิบ) ที่เคยอ่านหนังสือเรื่อง “ว้าวุ่น” ในการตีพิมพ์ครั้งแรกๆ คงจะพอรำลึกได้ว่า สังคมไทยเราเคยผ่านยุคที่ เด็กถาปัด (สถาปัตย์) ครองสื่อมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวงการวรรณกรรม วงการละครเวที วงการทีวี หรือแม้แต่วงการดนตรี  เราฟังเพลงจากกลุ่มศิลปินที่ชื่อแปลกๆ ว่า “เฉลียง” ดูรายการที่ชื่อว่า “เพชฆาตความเครียด”  “ยุทธการชยับเหงือก” เราเคยฮือฮากับละครประจำปีของคณะสถาปัตยกรรม จุฬาฯ หรือเรียกสั้นๆ ว่าละครถาปัด และเราเคยคุ้นกับ หนีงสือพ๊อกเก็ตบุ๊คที่เขียนโดย ประภาส ชลศรานนท์ และ ปินดา โพสยะ น่าแปลกที่มีจู่ๆ ก็มีคลื่นคนรุ่นใหม่ มีความคิดใหม่ๆ แปลกๆ โผล่ขึ้นมาแจ้งเกิดในวงการบันเทิงมากมายในยุคนั้น และล้วนแล้วแต่เป็นเด็กถาปัดทั้งสิ้น... ผมเคยคุยกับเพื่อนที่เรียนสถาปัตย์ถึงปรากฏการณ์ข้ามสายพันธุ์วิชาชีพ ของ “เด็กถาปัด จุฬาฯ” เล่นๆ ว่าคงเป็นเพราะเด็กถาปัด เป็นเด็กที่มีส่วนผสมระหว่าง วิทย์และศิลป์ เหตุผลและอารมณ์  เด็กถาปัดถูกสอนให้คิด คิดในสิ่งใหม่ ในสิ่งที่ไม่ซ้ำ เหมือนออกแบบตึกใหม่ๆ ตลอดเวลา ไม่ใช่สักแต่ว่าสร้างอพาร์ตเม้น สีส้มแป๊ด ชมพูแปร็น เหมือนๆ กันในตรอกซอกซอย เด็กถาปัดจึงมีความครีเอทีฟอยู่ในตัว  ความอารมณ์ดีของเด็กถาปัดในยุคนั้นแม้ว่าจะโปกฮา ขำก๊ากแค่ไหน แต่ก็เป็นความขำที่ผ่านการคิดมาแล้ว ไม่ได้มีความทะลึ่ง หยาบคาย หรือมุขรุนแรง มุขสังขาร (Slap Stick Comedy) ผมจึงเรียกความฮาแบบนี้ว่า มุขปัญญาชน

 

          แต่ทุกอย่างก็มีอายุของมันเอง การเสพสื่อฮาปัญญาชน ได้ห่างหายไปจากเมืองไทยนานมากแล้ว พอๆ กับชื่อเสียงของ “เด็กถาปัด” ที่ค่อยๆ หายเงียบไป ยังคงมีแต่เด็กโข่งรุ่นแรกที่มีผลงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังอยู่จนถึงทุก วันนี้  การเกิดขึ้นของละครเวทีเรื่องว้าวุ่น  2013 พร้อมๆ กับการตีพิมพ์ใหม่เป็นครั้งที่ 20 ของหนังสือพ๊อกเก็จบุ๊ค “ว้าวุ่น”  อาจไม่ได้ทำให้ชื่อเสียงของเด็กถาปัดรุ่นใหม่ดังขึ้นมา แต่มันก็ช่วยย้ำให้เราไม่ลืมว่า ครั้งหนึ่งเคยมีกลุ่มคนที่พลิกโฉมความโปกฮาแบบปัญญาชน สร้างสรรค์สื่อแบบมีคุณภาพแถมยังถูกใจวัยรุ่น (ยุคนั้น) และยังคงเป็นบุคคลต้นแบบในการทำสื่อสร้างสรรค์ใหม่ๆ ให้คลื่นลูกหลังอีกหลายๆ ลูกถัดมา

 

...

Comment

Comment:

Tweet

http://th.asean1688.com/  big smile

#1 By tuiguang on 2013-09-17 11:41